แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลี้ยงหมูหลุม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลี้ยงหมูหลุม แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555
โรคที่สำคัญในสุกร
1. โรคอหิวาต์สุกร เป็นได้สุกรทุกอายุ มีอัตราการป่วยเกือบ100 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราการตาย 100
เปอร์เซ็นต์
สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เอชซี– ไวรัส
การติดต่อ ระบาดรวดเร็ว การสัมผัส การกินเข้าไป แม่ผ่านรกไปลูกในท้อง การสูดดมปัสสาวะ
และมูลสัตว์ป่วย ติดมากับคน และแมลงต่างๆ
อาการ แบบชนิดเฉียบพลัน รุนแรง หรือแบบเรื้อรัง สุกรบางตัวตายอย่างรวดเร็วภายใน 4 – 8
วันหลังจากรับเชื้อเข้าไป สุกรบางตัวจะมีไข้สูง แสดงอาการเคี้ยวฟัน หนาวสั่น หลั่งโก่ง เกร็งตัวแบบแข็งเป็นตะคริว แบบเรื้อรังสุกรจะมีอาการซูบผอม หลังโก่ง ขาหลังอ่อนแอ เดินไม่ตรง มักพบผิวหนังอักเสบเรื้อรังอยู่เสมอ การรักษา ไม่มียารักษาที่ให้ผล การป้องกันโรคแทรกซ้อนเท่านั้น
การป้องกัน ฉีดวัคซีนป้องกันแก่สุกรทุกตัว เมื่ออายุ 2 – 3 เดือน แม่สุกรสาวควรฉีดวัคซีนก่อน
ผสมพันธุ์ พ่อและแม่พันธุ์ควรฉีดวัคซีนซ้ำทุกปี
2. โรคปากและเท้าเปื่อยในสุกร ระบาดอย่างรวดเร็ว แม่สุกรที่กำลังตั้งท้องมักแท้งลูก ติดต่อระหว่างสัตว์กีบคู่ด้วยกัน เช่น วัว ควาย แพะ แกะ
สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัส ประเทศไทยพบเชื้อชนิด เอ โอ เอเชีย 1
การติดต่อ การสัมผัสโดย การกิน การหายใจ และจากน้ำเชื้อของพ่อสุกร รวมทั้งพาหนะต่างๆ
อาการ อาการที่พบได้แก่ จมูกแห้ง ซึม เบื่ออาหาร เป็นไข้ ปากอักเสบ เกิดเม็ดตุ่มในกระพุ้ง
แก้ม เหงือก เพดานปาก ลิ้น และเท้า สุกรไม่อยากลุกเดินและกินอาหาร ต่อมาตุ่มเหล่านี้จะพุพอง
การรักษา ไม่มียารักษาโดยตรง
การป้องกัน โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค
3. โรคแท้งติดต่อในสุกร คือ แท้งลูกและผสมติดยาก ติดต่อมนุษย์ได้
สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย บรูเซลล่า ซูอิส เกิดโรคในสุกรมากที่สุด
การติดต่อ การสัมผัสโดยตรง การกินอาหาร การดื่มน้ำที่มีเชื้อโรค การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ
และการติดเชื้อทางบาดแผล
อาการ สุกรที่ติดเชื้อจะผสมไม่ติด สุกรท้องอาจแท้งลูกได้ ซึ่งมักเกิดในวันที่ 16 – 19 ของการตั้งท้อง สุกรตัวผู้จะแสดงอาการข้ออักเสบ เดินขากระเผลก อัณฑะอักเสบบวมทั้ง 2 ข้าง
การรักษา โรคนี้ไม่มียาที่รักษาได้ผล
การป้องกัน โรงเรือนให้สะอาดตลอดเวลา พ่อแม่พันธุ์ที่ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคนี้จะต้องกำจัดทิ้ง
และควรตรวจเลือดเป็นประจำทุกปี
4. โรคพิษสุนัขบ้าเทียม เกิดได้สุกรทุกช่วงอายุ ส่วนใหญ่เกิดกับลูกสุกรหลังหย่านม สุกรขุน และสุกรอุ้มท้อง ในลูกสุกรมีอัตราการตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับสุกรอายุ 4 – 6 สัปดาห์ จะมีอัตราการตายน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์
สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เฮอร์เปส ไวรัส
การติดต่อ การสัมผัสโดยตรง ทางน้ำมูก น้ำลาย ซากสัตว์ป่วย ปะปนในอาหารและน้ำ
อาการ สุกรเล็กเกิดโรคแล้วตายลงโดยไม่แสดงอาการป่วยมาก่อน บางตัวอาจพบอาการยืนหลัง
โก่ง หูตก ผิวหนังหยาบกร้าน ขนตัวชัน บางตัวหายใจมีเสียงผิดปกติ ลูกสุกรอายุ 2 – 3 สัปดาห์ อาจมี
อาการท้องเสีย อาเจียน น้ำลายเป็นฟอง มีไข้ อาการทางประสาท กล้ามเนื้อกระตุกและสั่น บางตัวแสดง
อาการชัก เคลื่อนไหวไม่ได้และเป็นอัมพาต อาจตายภายใน 12 ชั่วโมง
การรักษา การจัดการสุขาภิบาลที่ดี บริเวณที่เคยขังสุกรป่วยควรทำความสะอาดและทำลายด้วย
น้ำยาฆ่าเชื้อ
การป้องกัน ไม่มียารักษา สุกรป่วยแล้วสงสัยต้องแยกออกหรือทำลาย
5. โรคปอดอักเสบติดต่อในสุกร เป็นโรคเรื้อรังที่ระบบทางเดินหายใจ เกิดในสุกรทุกอายุ สุกรขนาดเล็กติดต่อได้ง่ายกว่าสุกรขนาดใหญ่
สาเหตุ เกิดจากเชื้อ มัยโคพลาสม่า ซูอิส นิวโมเนีย
การติดต่อ โรคนี้จะปะปนกับละอองน้ำเล็กๆ ในอากาศที่สัตว์ป่วยหายใจออกมา
อาการ มักเกิดกับสุกรเล็กอายุ 3 – 10 สัปดาห์โดยลูกสุกรจะแสดงอาการท้องเสีย ไอและจาม การ
ไอมักเป็นมากในตอนเช้า สุกรส่วนมากยังคงกินอาหารปกติและไม่ค่อยแสดงอาการป่วย แต่จะเจริญเติบโตช้า แคระแกรน
การรักษา ยาปฏิชีวนะ เช่น คลอเตตราซัยคลิน และออกซี่เตตราซัยคลิน
การบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสุกร
1) บันทึกจำนวนสุกร
2) บันทึกการผสมพันธุ์ การคลอด การหย่านม
3) บันทึกเกี่ยวกับสมรรถภาพของลูกสุกรภายในคอกนั้น ๆ
4) บันทึกเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของสุกร พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์
5) บันทึกการให้ยา ให้วัคซีน บันทึกอัตราการตาย
6) บันทึกเกี่ยวกับปริมาณอาหารที่กิน
7) บันทึกรายรับ - รายจ่าย ของฟาร์ม
วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555
การทำวัคซีนสุกร
นอกจากเรื่องของการป้องกันโรคโดยการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะ
สมแล้ว เกษตรกรจำ เป็นจะต้องทำ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกรอย่างสมํ่าเสมอ ซึ่งกรม
ปศุสัตว์ได้กำ หนดโปรแกรมการทำ วัคซีนให้เหมาะสม ดังนี้
อายุสุกร วัคซีนที่ฉีด
5-6 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์สุกร
6-7 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย
8-10 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยซํ้า
7 เดือน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์สุกรซํ้า
8 เดือน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยซํ้า
วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555
การเลี้ยงหมูหลุม
การเลี้ยงหมูหลุม : แนวทางการเลี้ยงหมูแบบเกษตรธรรมชาติ
“หมูหลุม” เป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกการเลี้ยงหมูแบบขุดหลุมลึก โดยมีวัสดุรองพื้นหลุม ดั้งเดิมมา
จากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น มีแนวคิดตามหลักการของ “เกษตรกรรมธรรมชาติ” ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นการเกษตรที่ไม่เพียงแต่คำนึงถึงผลผลิตจากการเกษตรเท่านั้น แต่มีปรัชญาแนวคิดอยู่เบื้องหลังของการทำงาน เป็นการพัฒนารูปแบบการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นองค์รวมของระบบนิเวศน์ด้านการเกษตร วงจรชีวภาพห่วงโซ่อาหาร ดิน พืช สัตว์ จุลินทรีย์ พลังธรรมชาติหมุนเวียนจากพลังงานแสงแดด และน้ำ นำมาเป็นปัจจัยในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน พืชที่ปลูกส่วนหนึ่งนำมาเลี้ยงสัตว์ สัตว์ถ่ายมูลออกมาก็นำปุ๋ยมูลสัตว์มาเพิ่มความอุดมสมบรูณ์ให้กับดินเพื่อการปลูกพืช รวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น และการพึ่งพาตนเองในด้านการผลิตและการบริโภคขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่เหมาะสมกับทรัพยากร ภูมิปัญญาในท้องถิ่น และวัฒนธรรมที่มีในชุมชน โดยมีเป้าหมายเชิงนโยบายอยู่ที่การพัฒนาชนบท การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน การอยู่ดีกินดีของคนชนบท และสุขภาพของประชากร นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนในที่สุด
ประโยชน์การเลี้ยงหมูหลุม
1. ลดต้นทุนค่าอาหารได้ถึง 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเน้นการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น และ
การใช้พืชผักนานาชนิด มาใช้เลี้ยงหมูเป็นหลัก
2. ลดภาระการเลี้ยงหมูของเกษตรกรเนื่องจากไม่ต้องทำความสะอาดพื้นคอก
3. ลดมลภาวะของเสียจากการเลี้ยงหมู “ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีแมลงวัน” ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ในชุมชน
4. ได้ปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับการปลูกพืช
ขั้นตอนและวิธีการเลี้ยง
การสร้างโรงเรือนหมูหลุม
1. ควรสร้างบนที่ดอน น้ำท่วมไม่ถึง อากาศถ่ายเทได้สะดวก
2. สร้างโรงเรือนตามแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก
3. วัสดุการก่อสร้างโรงเรือน ควรเป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น ตั้งแต่โครงสร้างจนถึงหลังคา เช่น
ใช้ไม้ยูคาฯ สำหรับทำเสาและโครงหลังคา ใช้ไม้โครงไม้ไผ่ มุงหลังคาด้วยหญ้าคา แฝก จาก หรือ
กระเบื้อง
4.พื้นที่สร้างคอกคำนวณจาก จำนวนหมู 1 ตัวต่อพื้นที่ 1.2 ตารางเมตร
- คอกขนาด 2 * 3 เมตร เลี้ยงได้ 5 ตัว
- คอกขนาด 3 x 4 เมตร เลี้ยงหมูได้ 10 ตัว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


